
ความสำคัญของการเลือกอิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐาน
อิฐมวลเบาเป็นวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ช่วยลดภาระของโครงสร้าง และมีคุณสมบัติในการกันความร้อนและกันเสียงได้ดี การเลือกใช้อิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของอาคาร บทความนี้จะแนะนำวิธีเลือกซื้ออิฐมวลเบาให้ได้มาตรฐาน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงเทคนิคการเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ

มาตรฐานของอิฐมวลเบาที่ควรรู้
อิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐานต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยเฉพาะ มอก. 1505-2541 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับอิฐมวลเบาแบบมีฟองอากาศ (Autoclaved Aerated Concrete: AAC) และ มอก. 2601-2556 สำหรับอิฐมวลเบาแบบเซลลูลาร์คอนกรีต (Cellular Lightweight Concrete: CLC) การเลือกซื้ออิฐที่มีเครื่องหมาย มอก. จะช่วยรับประกันได้ว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรม เช่น กำลังอัด ความหนาแน่น การนำความร้อน และการดูดซึมน้ำ เป็นต้น
คุณสมบัติที่ต้องพิจารณา
- ความหนาแน่น: โดยทั่วไปอิฐมวลเบามีความหนาแน่นตั้งแต่ 500-800 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ยิ่งความหนาแน่นต่ำ น้ำหนักยิ่งเบา แต่กำลังอัดก็จะลดลง ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ผนังภายในใช้ความหนาแน่นประมาณ 600 กก./ลบ.ม. ส่วนผนังภายนอกควรใช้ 700 กก./ลบ.ม. ขึ้นไป
- กำลังอัด: ควรมีกำลังอัดไม่น้อยกว่า 4.0 เมกะปาสคาล (MPa) สำหรับผนังทั่วไป และไม่น้อยกว่า 6.0 MPa สำหรับผนังรับน้ำหนัก
- การนำความร้อน: ค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity) ควรต่ำกว่า 0.15 วัตต์ต่อเมตร-เคลวิน (W/m·K) เพื่อประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดี
- การดูดซึมน้ำ: ควรมีอัตราการดูดซึมน้ำไม่เกิน 20% โดยน้ำหนัก เพื่อป้องกันการแตกร้าวและความชื้นสะสม
- ความคลาดเคลื่อนของขนาด: ขนาดควรได้มาตรฐานตามที่กำหนด เช่น 60x20x7.5 เซนติเมตร โดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±1 มิลลิเมตร เพื่อความสวยงามและง่ายต่อการก่ออิฐ

ประเภทของอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
| ประเภท | คุณสมบัติ | การใช้งาน |
|---|---|---|
| อิฐมวลเบาแบบ AAC (Autoclaved Aerated Concrete) | ผลิตจากปูนซีเมนต์ ทรายละเอียด ปูนขาว ยิปซัม และผงอะลูมิเนียม ทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็ก ผ่านการอบไอน้ำแรงดันสูง มีความแข็งแรงและทนทานสูง | ผนังภายนอก ผนังภายใน งานฉาบปูน และงานตกแต่ง |
| อิฐมวลเบาแบบ CLC (Cellular Lightweight Concrete) | ผลิตจากปูนซีเมนต์ ทราย น้ำ และโฟม ทำให้เกิดฟองอากาศ ไม่ผ่านการอบไอน้ำ มีความแข็งแรงน้อยกว่า AAC แต่ราคาถูกกว่า | ผนังภายในที่ไม่รับน้ำหนัก งานฉาบบาง และงานตกแต่ง |
การเลือกประเภทของอิฐมวลเบาขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการใช้งาน หากต้องการความแข็งแรงและทนทาน ควรเลือกแบบ AAC แต่ถ้าต้องการประหยัดต้นทุนและใช้งานภายใน ควรเลือกแบบ CLC
วิธีตรวจสอบคุณภาพอิฐมวลเบาเบื้องต้น
นอกจากการตรวจสอบมาตรฐาน มอก. แล้ว ยังมีวิธีตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นที่สามารถทำได้เอง ดังนี้
1. สังเกตสีและพื้นผิว
อิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐานควรมีสีสม่ำเสมอ ไม่มีรอยแตกร้าว หรือจุดดำ และพื้นผิวต้องเรียบเนียน ไม่ขรุขระ หรือเป็นรูพรุนมากเกินไป
2. ทดสอบการรับน้ำหนัก
นำอิฐมาวางบนพื้นราบ แล้วใช้เท้าเหยียบหรือวางของหนักทับ หากอิฐแตกง่ายหรือยุบตัว แสดงว่าคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน
3. ชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบ
อิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐานควรมีน้ำหนักเบา หากรู้สึกว่าหนักผิดปกติ อาจเป็นเพราะมีความหนาแน่นสูง หรือผสมวัสดุอื่นเจือปน
4. ตรวจสอบขนาดด้วยตลับเมตร
วัดขนาดความกว้าง ยาว หนา ของอิฐหลายๆ ก้อน เปรียบเทียบกัน หากมีความคลาดเคลื่อนมาก แสดงว่าการผลิตไม่ได้มาตรฐาน
5. ทดสอบการดูดซึมน้ำ
หยดน้ำลงบนผิวอิฐ หากน้ำซึมเข้าไปเร็วมากและมากเกินไป แสดงว่ามีการดูดซึมน้ำสูง อาจทำให้ผนังชื้นและเกิดเชื้อราได้
เคล็ดลับการเลือกซื้ออิฐมวลเบาจากผู้ผลิต
การเลือกซื้ออิฐมวลเบาจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ควรพิจารณาดังนี้
- เลือกแบรนด์ที่มีชื่อเสียง: แบรนด์ที่รู้จักกันดีมักมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เช่น ควิกซ์, อิฐมวลเบาเอสซีจี, หรือบล็อกแอนด์บิวด์
- ตรวจสอบใบรับรอง: ขอดูใบรับรอง มอก. และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากผู้ผลิต
- ขอตัวอย่างสินค้า: ทดลองซื้อตัวอย่างจำนวนน้อยก่อน เพื่อตรวจสอบคุณภาพด้วยตัวเอง
- เปรียบเทียบราคา: ราคาอิฐมวลเบาโดยทั่วไปอยู่ที่ 15-30 บาทต่อก้อน ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ ควรเปรียบเทียบราคาหลายๆ เจ้า แต่ไม่ควรเลือกที่ถูกเกินไป เพราะอาจไม่ได้มาตรฐาน
- บริการหลังการขาย: เลือกผู้ผลิตที่มีบริการจัดส่งและคำแนะนำในการใช้งาน
การใช้งานและข้อควรระวัง
การใช้อิฐมวลเบาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- ใช้ปูนก่ออิฐมวลเบาโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติในการยึดเกาะและยืดหยุ่นได้ดี
- ฉาบผิวด้วยปูนฉาบบาง (ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร) เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความเรียบ
- เว้นช่องว่างระหว่างอิฐกับคานบนประมาณ 1-2 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการแตกร้าวจากการทรุดตัว
- ติดตั้งเหล็กเส้นเสริมในแนวตั้งและแนวนอนทุกๆ 2-3 เมตร เพื่อเพิ่มความแข็งแรง
- หลีกเลี่ยงการเจาะหรือตอกตะปูบริเวณขอบอิฐ เพราะอาจทำให้แตกได้
บทส่งท้าย
การเลือกซื้ออิฐมวลเบาให้ได้มาตรฐานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของอาคาร ควรตรวจสอบมาตรฐาน มอก. คุณสมบัติทางวิศวกรรม และเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ หากปฏิบัติตามคำแนะนำในบทความนี้ ก็จะได้อิฐมวลเบาที่มีคุณภาพ ตอบสนองการใช้งาน และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
